หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังให้นมแก่ลูก
ชายผู้หนึ่งกำลังทำงานโดยหวังว่าเย็นนี้จะกลับไปหาครอบครัว
เด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน
หนุ่มสาวกำลังเดินจูงมือโดยคิดถึงอนคตข้างหน้า
อีกหลายชีวิตที่กำลังดำเนินไปตามทางโดยมีพรุ่งนี้เป็นความหวัง

เสียงกรีดร้องระงมไปทั่วเมือง "ปอมเปอี"

วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 เวลา 13นาฬิกา 30 นาที ภูเขาไฟวิสุเวียสได้ระเบิดขึ้น ฝุ่นควัน หินพัมมิซ และก๊าซพิษจำนวนมากถูกพ่นออกมา กระแสลมในวันนั้นได้พัดพามันไปที่เมืองปอมเปอี และสตาเบีย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวิสุเวียส แต่เมืองปอมเปอีใกล้กว่า จึงได้รับผลกระทบมากกว่า ในช่วงเวลาไม่กี่นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองปอมเปอีก็ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันจากภูเขาไฟจนแสงอาทิตย์ไม่อาจส่องลอดมาได้ จึงตกอยู่ในความมืดคล้ายยามราตรี หลังจากนั้นไม่นาน หินพัมมิซในฝุ่นควันก็เริ่มจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ที่หนักขึ้น เย็นลง และเริ่มร่วงลงมาสู่เมืองปอมเปอี ชาวเมืองเริ่มวิตก บางคนรีบหนีไป บางคนไปหลบในบ้านหรือในสถานที่ส่วนรวม

ต่อมาไม่นานนัก ชาวปอมเปอีก็เริ่มหายใจไม่ออก เพราะก๊าซพิษที่ภูเขาไฟพ่นออกมาทำให้อากาศไม่สะอาด ผู้ที่พยายามจะหนีส่วนใหญ่ตาย สาเหตุการตายส่วนใหญ่เพราะหินพัมมิซขนาดใหญ่หล่นใส่หัว แล้วก็ล้มลงหมดสติ แล้วก็ขาดอากาศหายใจจนตายในที่สุด ตกเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ชาวปอมเปอีที่หลบภัยในบ้านเริ่มตาย เพราะหินพัมมิซทับถมกันหนาจนบ้านถูกฝังและขาดอากาศหายใจจนตาย ต่อมาไม่นาน หลังคาบ้านก็เริ่มถล่ม เพราะรับน้ำหนักหินไม่ไหว ทำให้ผู้คนถูกฝัง

วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 79 ช่วงเช้า วิสุเวียสระเบิดแรงขึ้น ทำให้ท้องทะเลปั่นป่วนเพราะแรงสั่นสะเทือน คลื่นชายหาดแรงมากจนบ้านพักตากอากาศริมทะเลถูกคลื่นซัดพังไปหลายหลัง ช่วงบ่าย กระแสลมเปลี่ยนทิศไปทางทิศตะวันตก(เยื้องใต้เล็กน้อย) นำพาฝุ่นควันสู่เมืองมิเซนัมและเฮอร์คิวเลเนียม แต่เฮอร์คิวเลเนียมอยู่ใกล้กว่ามาก จึงได้รับหายนะมากกว่า

วันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 79 ภูเขาไฟระเบิดเบาลง แต่ก็เกิดฝนตกลงมาบริเวณลาดเขาของภูเขาไฟวิสุเวียส ซึ่งเต็มไปด้วยเถ้าถ่านที่ร้อนจัด

วันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 79 น้ำฝนละลายผสมกับเถ้าถ่านกลายเป็นโคลนเดือดไหลทะลักลงมากลบเมืองเฮอร์คิวเลเนียม ชาวเมืองหลายร้อยคนเสียชีวิต แต่เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะส่วนใหญ่ได้ล่องรืออพยพออกไปแล้ว ไม่นาน ปอมเปอีก็หยุดอาละวาด

กว่า 1,800 ปีที่ภูเขาไฟเวซูเวียสไม่เคยปะทุ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวเมืองปอมเปอีจะไม่รู้ว่ามันคือภูเขาไฟ จนถึงขั้นที่ว่าในภาษาลาตินไม่เคยมีการบัญญัติศัพท์คำว่าภูเขาไฟนี้มาก่อน แต่การหลับใหลของภูเขาไฟนั้น ยิ่งนานเท่าไหร่การระเบิดของมันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

แอ่งเก็บแมกม่าเดือดกว้างประมาณสามกิโลเมตรได้ก่อตัวขึ้นภายในภูเขาไฟเวซูเวียส มันถูกกักอยู่ภายในด้วยแมกม่าเก่าที่จุกอยู่ แต่ในที่สุดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดจากน้ำและก๊าซก็ทำลายจุกลาวานั้น และภูเขาไฟเวซูเวียสก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

แต่การระเบิดของภูเขาไฟแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 79 ไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟที่เราพบเห็นทั่วไป มันไม่มีลาวาหรือลักษณะอื่น ๆ ที่มักจะปรากฏพร้อมกับภูเขาไฟ การระเบิดครั้งนี้เป็นแบบพลิเนียน ซึ่งนับเป็นการระเบิดที่อันตรายและน่ากลัวที่สุด

มันประกอบด้วยก๊าซร้อนจัด แมกม่า และเถ้าถ่านที่ก่อตัวเป็นหอคอยสูงขึ้นไปในท้องฟ้า แมกม่านั้นจะเย็นลงและตกลงมาบนผิวโลกในสภาพหินภูเขาไฟพรุน ซึ่งว่ากันว่าภูเขาไฟเวซูเวียสแห่งนี้จะเกิดระเบิดขึ้นทุก ๆ 2,000 ปี

ทันทีที่หินภูเขาไฟ ก้อนหิน และเถ้าถ่านถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ สภาพกลางวันถูกเปลี่ยนเป็นกลางคืนในชั่วพริบตา หินภูเขาไฟและก้อนหินที่ตกลงมาราวกับสายฝน ค่อย ๆ ทับถมจนเมืองปอมเปอีกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในวันนั้นสิ้นชีวิตลงพร้อม ๆ กัน

สิ่งที่ปะปนมากับหินภูเขาไฟพรุนก็คือก้อนหิน มันเป็นหินเย็นความหนาแน่นสูงซึ่งถูกกระชากออกมาจากด้านในของภูเขาไฟ และถูกพ่นขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศแล้วตกลงมาบนโลกอีกครั้งในสภาพจรวดมรณะที่เดินทางด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เมื่อถึงจุดสุดยอดของการระเบิด แมกม่า เถ้าถ่าน และก๊าซปริมาณมหาศาลถึง 100,000 ตันจะถูกพ่นออกมาจากภูเขาไฟทุก ๆ วินาที และพุ่งขึ้นไปข้างบนด้วยความเร็วเท่ากับเครื่องบินเจ็ทสู่ความสูง 33 กิโลเมตรซึ่งเทียบเท่ากับความสูงของภูเขาเอเวอเรสต์ 3.5 เท่า
แมกม่า ก๊าซ และเถ้าถ่านที่ภูเขาไฟเวซูเวียสพ่นออกมาเหนือแคว้นแคมปาเนียนั้น สามารถคิดเป็นปริมาตรมากกว่าสี่ลูกบาศก์กิโลเมตร และสามารถพบร่องรอยได้ไกลถึงแอฟริกา เถ้าถ่านเหล่านั้นมีจำนวนมากพอที่จะบรรจุลงในลูกบาศก์ที่กว้างยาวสูงด้านละ 2.4 กิโลเมตร

ไม่เพียงเท่านั้นเมืองตากอากาศเฮอร์คิวลาเนียมซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดก็ถูกฝังอยู่ใต้หินและเถ้าถ่านภูเขาไฟลึกถึง 25 เมตร ขยายแนวชายฝั่งให้ยาวกว่าเดิมถึงราว 450 เมตร

แต่หากเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันอื่นที่ไม่ใช่วันที่สายลมพัดมาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ชาวเมืองปอมเปอีก็คงจะไม่ต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้หรืออาจจะมีหนทางหนีรอดได้มากกว่านี้ เพราะตามปกติสายลมจะพัดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งคงจะช่วยพัดพาแมกม่าออกไปเหนืออ่าวเนเปิลส์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกบอกเล่าผ่านประสบการณ์ของคนที่เห็นเหตุการณ์ คนที่พยายามหลบหนี และเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ รวมถึงผู้รอดชีวิตรายหนึ่งที่เขียนเล่าเหตุการณ์ไว้ในบันทึกเรื่องราวภัยพิบัติของ ไกอัส พลินิอัส ไมเนอร์ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

มิใช่แต่เพียงเมืองปอมเปอีเท่านั้นที่ต้องล่มสลายลงด้วยความพิโรธของภูเขาไฟวิสุเวียส ยังมีเมืองเฮอร์คูลาเนียม ที่เป็นเมืองคู่แฝดของปอมเปอี ซึ่งถูกฝังอยู่ใต้หินและเถ้าถ่านลึกถึง 25 เมตร  ว่ากันว่า ปริมาณ แมกม่า ก๊าซ และเถ้าถ่านที่ภูเขาไฟวิสุเวียสพ่นออกมาในครั้งนั้น สามารถคิดเป็นปริมาตรได้มากกว่า 4 ลูกบาศก์กิโลเมตร และสามารถพบร่องรอยได้ไกลถึงแอฟริกา

กว่า 1,500 ปีต่อมามีการขุดซากเมืองและบูรณะเป็นระยะๆ นับจากค.ศ.1748 ตราบจนปี 1860 การขุดสำรวจเริ่มเป็นไปตามหลักวิชาการมากขึ้นด้วยเทคนิคยุคใหม่ทำให้ชาวโลกในปัจจุบันได้มีความรู้ ข้อมูลที่มีค่ายิ่งเกี่ยวกับชีวิตชาวโรมันในศตวรรษที่ 1

เมื่อขุดผืนดินที่ทับถมออกหมดสิ้นก็ได้พบซากเมืองใหญ่โต สร้างด้วยหินแข็งแรง ได้เห็นผังเมือง และภายในกำแพงที่โอบล้อมตัวเมือง มีถนนหนทาง ใจกลางเมืองมีจัตุรัส วิหาร อนุสรณ์สถาน สำนักงานราชการ ตลาด ร้านค้า โรงละคร สนามกีฬา บ้านเรือน และโรงอาบน้ำสาธารณะ รวมทั้งรูปปั้นและสิ่งของ เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งจำนวนมากมาย เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแน่ชัดที่สุดเกี่ยวกับโรมันยุคนั้น

หลายจุดแสนเศร้า พบซากชาวปอมเปเอียนและสัตว์เลี้ยงแข็งเป็นหินคงสภาพเกือบทุกประการ รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตายที่ยังตราติดอยู่บนดวงหน้า บางซากนั่งเอามือปิดหน้า บางซากซบอยู่กับกำแพง ปอมเปอีจึงได้อีกชื่อว่า
"ซากเมืองแห่งความตาย"

การขุดค้นพบเมืองปอมเปอี

ใน ค.ศ. 1534 ได้มีการขุดค้นพบซากเมืองปอมเปอีเป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ ต่อมาใน ค.ศ. 1689 คนงานขุดคลองส่งน้ำคณะหนึ่ง ได้ขุดไปเจอซากสิ่งก่อสร้างแบบโรมัน และพบเหรียญเงินและรูปปั้น ซึ่งพวกเขาได้เคลื่อนย้ายออกไป และขุดคลองต่อ

ค.ศ. 1748 ตระกูลบูร์บง ซึ่งเป็นเชื้อสายกับราชวงศ์บูร์บง ซึ่งเป็นผู้ปกครองรัฐเนเปิลส์ในอิตาลีระหว่าง ค.ศ. 1734-ค.ศ. 1861 ได้สนใจที่จะค้นหาเมืองปอมเปอี พวกเขาจึงใช้เงินจ้างคนงานไปขุดเมืองโดยกยการขุดเป็นอุโมงค์เข้าไปจนพบเมือง พวกเขาจึงสั่งให้นำสิ่งของมีค่าออกมาและเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของตระกูลบูร์บง

ค.ศ. 1861 รัฐต่างๆในอิตาลีได้รวมกันเข้าเป็นประเทศเดียวกัน ส่งผลให้ตะกูลบูร์บงล่มสลาย ชาวอิตาลีจึงให้ความสนใจกับการขุดปอมเปอีมากขึ้น จิอูเซปเป ฟีออเรลลี ได้เป็นหัวหน้าคณะนักโบราณคดี เขาได้คิดวิธีอันน่าทึ่งในการขุดปอมเปอี เช่น ร่างกายชาวปอมเปอีนั้น ได้ถูกความร้อนและกาลเวลาเปลี่ยนสภาพเป็นโพรงขี้เถ้าขนาดเล็ก เขาได้เจาะรูลงไปเป็นรูเล็กๆ และเทปูนปลาสเตอร์ลงไป รอให้แห้งแล้วจึงขุดขึ้นมา ทำให้เห็นถึงท่าทางสุดท้ายของชาวเมืองหลายคนก่อนที่จะตาย

ค.ศ. 1924-ค.ศ. 1961หัวหน้าคณะนักโบราณคดีได้เปลี่ยนคนเป็น อเมดีโอ มายอูรี เขาบูรณะซ่อมแซมฝาผนังและเพดาน ข้าวของเครี่องใช้ที่นำมาศึกษาจะถูกวางไว้ที่เดิมหลังศึกษาเสร็จ และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งผู้มาท่องเที่ยวจะสัมผัสได้ถึงชีวิตที่หรูหราในปอมเปอีและพลังอำนาจของธรรมชาติ


 

---------

โดยส่วนตัวค่อนข้างสนใจ "ปอมเปอี"มาก

เนื่องมาจากสิ่งที่ถูกค้นพบยังคงสภาพไว้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ได้อ่านบทความเกี่ยวกับ ปอมเปอี ทีไร

รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดจุกแน่นขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้ ชีวิตที่ต้องจบลงโดยไม่สามารถที่จะดิ้นรถและวิ่งหนีได้เลย

นับเป็เหตุธรรมชาติที่คร่าชีวิตคนได้รวดเร็วและทรมาน เคยได้อ่านบทความและดูรูปเมืองปอมเปอีตอนเด็กๆ นานมามากแล้ว

มีรูปหนึ่งที่ทำให้เกือบปล่อยโฮออกมา น้ำตาเอ่อจนไหลอาบทั้งแก้ม คือรูปที่แม่กำลังกอดลูกไว้ในอ้อมอก

พยายามจะปกป้องลูกน้อยสุดชีวิต แต่ความตายมิได้ปราณี แผดเผาร่างทั้งสองให้หลับไปชั่วนิรันดร์

ภาพที่เห็นเป็นหินที่แข็งตัว ดูสวยงามราวกับปั้นแต่งโดยช่างฝีมือประณีต แต่สิ่งนั้น คือ มนุษย์จริงๆ

อดคิดไม่ได้เลยว่าตอนที่ชาวเมือง ปอมเปอี ต้องสิ้นลมหายใจ จะทรมานมากเพียงใด ...

 

เมื่อไหร่ที่ผิดพลาด ที่สิ้นหวัง ก็อย่าหมดหวังนะคะ พรุ่งนี้ยังมี

แต่อย่าคิดว่า พรุ่งนี้ จะมีตลอดไป ตอนนี้ยังมีชีวิต มีลมหายใจ ทำในสิ่งที่อยากทำ

ทำใส่สิ่งที่ฝันและหวังไว้...จะได้ไม่เสียใจงัยคะ เมื่อถึงวันที่เราไม่มีโอกาศได้ทำ

 


 

สุนัขตัวน้อยก็หนีไม่พ้นความตายที่ปอมเปอี

 

-----

บทความอาจจะไม่ครบถ้วนมากนะคะ เพราะมีเยอะจริง ลองหาอ่านอันอื่นใน google ดูนะคะ

ชมรูปถ่ายปอมเปอีหลังได้รับการฟื้นฟูเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ที่นี่นะคะ

ที่มา วิกิพีเดีย 

 

บทความนี้ส่วนหนึ่งได้เอามาจากแหล่งที่ระบุไว้ ส่วนหนึ่งเขียนขึ้นเองจากเจ้าของบล็อก เอาไปใช้แจ้ง+ให้เครดิตด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ *-*

เราอ่านแล้วรู้้สึกเศร้ามากเลยอ่าาาาT^T

เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าสลดเป็นบ้าา
ตอนแรกเราอ่านเรื่องปอมเปอีมาจากการ์ตูน


แล้วเห็นว่าน่าสนใจเลยลองมาหาอ่านดูจากเน็ต


อยากไปเห็นของจริงจังเลยคะ


ขอบคุณสำหรับข้อมูลๆดีๆนะค่ะ

#15 By =diy= on 2009-06-17 11:47

ดีมาก ๆ คับ ขอบคุณ จิง ๆ

#14 By ball (118.173.232.173) on 2009-03-05 15:28

big smile open-mounthed smile sad smile confused smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry

#13 By ................... (58.64.99.104) on 2008-10-27 19:01

#12 By ................. (58.64.99.104) on 2008-10-27 18:59

ขอเนื้อหาไปใช้หน่อยนะคะ

น่าสนใจมากเลยค่ะbig smile

#11 By Tuaklom (124.121.41.88) on 2008-02-02 20:42

Hot!

#10 By iMase on 2008-01-30 23:55

น่าสนใจมากๆเลยคะขอบคุณสำหรับแง่มุมที่หลากหลาย^^
ชื่นชมกับวิทยาการโบราณคดีของเค้่าจัง...
ขอตัวไปตามลิงค์ล่ะ

ปล.ฤาสุนัขนั่นจะเป็นของที่ระลึก?

#9 By The Flaneur on 2008-01-30 23:07

เทอมที่แล้ววิชาสังคมเพิ่งเรียนเรื่องนี้ไป เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ขอบคุณที่เอามาให้อ่านนะคะbig smile

#8 By *~Karn3D~* on 2008-01-30 18:02

เคยไปดูของจริงมา สนุกดีเหมือนกัน ถึงจะร้อนไปหน่อย big smile

#7 By Backpack Girl on 2008-01-30 10:45

อืม...นี่ก้อเป็นอีกที่นึงที่เราอยากไป แต่ว่ายังไม่มีโอกาสเลย ปีที่แล้วพ่อกะแม่หนีไปเที่ยวกันเอง 2 คนเฉยเลย โฮฮฮฮ

#6 By imai283 on 2008-01-29 23:00

ต้องขอบคุณผู้ที่ค้นพบวิธีเทปูนปลาสเตอร์ลงไปในซากศพชาวปอมเปอีนะครับ เราึจึงได้เห็นสภาพความเป็นไปเมื่อเกือบ2000ปีก่อนได้อย่างเห็นภาพชัดเจนขนาดนี้Hot!

#5 By Ripley on 2008-01-29 20:25

เคยดูวีดีโอเรื่องนี้แล้ว
ครูเอามาให้ดู สลดดีเนอะ


แต่ภาษาอังกิด ฟังแล้วง่วง
แถมไม่ค่อยได้ยยิน แล้วยังออกสอบอีก
ตาย ย~TT

#4 By Ms.Pathita on 2008-01-29 18:05

ทั้งสวย ทั้งน่าเกรงขามเนาะconfused smile double wink

#3 By 2spot studio on 2008-01-29 17:24

อยากไปจังเลย
Hot! Hot!

#2 By ohohoh on 2008-01-29 13:13

ดีมาก ๆ เลยคะ big smile

#1 By ohnaejung (202.95.76.158) on 2008-01-29 12:57

ด.ญ.ข้างหน้าต่าง View my profile

Recommend