วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษค่ะ เนื่องจากปวดหัวมากๆ นอนไม่ค่อยจะหลับ

เลยตื่นๆมันให้รู้แล้วรู้รอด ยังไม่ 7 โมงเช้าเลย ค่อยๆเดินอย่างสบายใจ

ระหว่างเดินไปขึ้นรถ 2 แถว ต้องผ่านตลาดค่ะ

เอ๊ะ? ชาวบ้านมุงอะไรหน้า 7-11 ด้วยความไม่รู้ และอยากรู้ - -" ด้วยเห็นว่า ตอนนี้ยังเช้าอยู่มากๆ ไม่สายแน่นอน

ก็เลยเดินไปดู เห็นแต่ละคนถือถุงข้าวสาร ดอกไม้ ธูปเทียน กันทุกคน ความฉลาดก็บังเกิด

อ้อออ...เค้ามายืนรอกันตักบาตรนี่เอง

มองนาฬิกา ยังเช้าอยู่จริงๆ เดินเข้า 7-11 นี่แหละค่ะ

ซื้อ มาม่า 1 ห่อใหญ่ น้ำดื่มและนมอย่างละ 1 Pack ได้ทั้งหมด 6 ชุด

เดินออกมา "คุณป้าคะ แถวนี้มีขายดอกไม้ธูปเทียนมั้ยคะ หนูจะตักบาตร ไม่มีดอกไม้ธูปเทียน"

คุณป้า "โอ้ยยย ไม่เป็นไรหรอกลูก มาแบ่งเอาของป้านี่ ของป้าเยอะ"

พูดจบ คุณป้าก็แบ่งเอาดอกไม้ธูปเทียนของตัวเองมาให้"

"ขอบคุณมากนะคะ คุณป้า....." คุยต่อกันไปเรื่อยๆ

ระหว่างรอพระท่านมา ได้คุยกับคนหลายคนเลยค่ะ มีหลายอาชีพ บางคนก็ยังงเหมือนเรา

อ๊ะๆ ไม่ใช่เราไม่เคยตักบาตรนะคะ แต่เป็นเพราะว่า 20 กว่าปีที่มีชีวิตมา ตักบาตรไม่ถึง 20 ครั้ง

คิดแล้วน่าละอายใจชะมัด ไม่แก้ตัวเลยค่ะ เพราะขี้เกียจตื่นล้วนๆ

พอพระท่านมา ก็พร้อมใจกันถอดรองเท้า (คอยสังเกตุและทำตาม) เข้าแถวกันเรียบร้อยเชียว

มองดูภาพแล้วรู้สึกดีมากๆเลยค่ะ

 

บางคนเข้ามาอ่านอาจจะคิด แค่ตักรบาตรมาเขียนบอกทำไมเนี่ย

ก็ไม่มีอะไรค่ะ แค่รู้สึกว่าตัวเองห่างไกลวัฒนธรรมที่ดีงามจังเลย (เอาตัวเองดึงออกมาจากวัฒนธรรม)

การตักรบาตรไม่ใช่แค่เพียงการทนุบำรุงศาสนา แต่จากวันนี้ได้พูดคุยกับคนบ้านใกล้เรือนเคียง

ได้เห็นทัศนะคติของแต่ละคน แต่ละอาชีพ แต่ละวัย

ได้เห็นภาพที่น่ารักในตอนเช้าๆ ได้เห็นความสามัคคีเล็กๆ ในเมื่อที่วุ่นวาย

ที่สำคัญได้ความอิ่มเอมใจพกไปทำงานด้วยนะคะ

เราถามตัวเองว่า ตักบาตร ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่นะ

ไม่อยากจะนึกคำตอบให่ตัวเองเลยค่ะ จำไม่ได้แล้ว

เคยแต่ไปตักบาตรตามเทศกาลใหญ่ๆ

จนบางครั้งมองข้ามความดีงามเล็กๆในตอนเช้าไป

ไม่คิดว่าจะสามรถตื่นเช้าขึ้นมาได้ทุกวันหรอกค่ะ

แต่ขอแค่สัปดาห์ละครั้ง ก็คงดี

1 สัปดาห์มีตั้ง 7 วัน ตื่นเช้ากว่าปกติแค่ 1 วัน ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ...

 

...ช่วงเวลาสั้นๆในตอนเช้า

...หลากหลายชีวิตต่างเร่งรีบ

...ลองตื่นเช้าขึ้นอีกนิด

...นาฬิกาจะหมุนช้าลงอย่างไม่น่าเชื่อ

...ตื่นเช้าขึ้นอีกนิด ทำบุญตักบาตร ซึมซับเอาความรู้สึกอิ่มเอมชำระล้างความวุ่นวายและเหนื่อยล้า

...แล้วคุณจะมีความสุขไปทั้งวันค่ะ

 

การตักบาตร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การตักบาตร คือประเพณีอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธปฏิบัติกันมาแต่สมัยพุทธกาล พระภิกษุจะถือบาตรออกบิณฑบาตเพื่อรับอาหารหรือทานอื่นๆ ตามหมู่บ้านในเวลาเช้า ผู้คนที่ออกมาตักบาตรจะนำของทำทานต่างๆ เช่น ข้าว อาหารแห้ง มาถวายพระ

ประเพณีนี้ชาวพุทธถือกันว่าเป็นการสร้างกุศล และถือว่าเป็นการแผ่ส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย โดยเชื่อกันว่าอาหารที่ถวายไปนั้นจะส่งถึงญาติผู้ล่วงลับด้วยเช่นกัน

กฎของพระภิกษุเกี่ยวกับการตักบาตร

พระภิกษุนั้นจะออกบิณฑบาตทุกวัน อันเนื่องมาจากกฎของพระภิกษุมีอยู่ว่า พระภิกษุไม่สามารถที่จะเก็บอาหารข้ามคืนได้

เวลาที่พระภิกษุออกบิณฑบาต พระภิกษุจะใช้ 2 มือประคองบาตรเอาไว้แล้วเดินในกิริยาสำรวม พระภิกษุจะไม่เอ่ยปากขออาหารจากผู้คน หรือแสดงกิริยาในการขอ โดยส่วนมากแล้วเวลาที่พระภิกษุออกบิณฑบาตคือ ตั่งแต่ช่วงเช้ามืด (ประมาณ 5 นาฬิกา อาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้บ้างเล็กน้อยในแต่ละท้องที่) จนถึงก่อน 7 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่พระภิกษุฉันอาหารมื้อเช้า

เมื่อเวลามีคนให้ทาน พระภิกษุต้องรับทานที่คนให้ทั้งหมด ไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่าจะรับหรือไม่รับ หรือบอกกับผู้คนว่าตนต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่อย่างไรก็ดี มีทานบางชนิดที่พระภิกษุไม่สามารถรับได้ นั่นคือ

  1. ทานที่ได้มาโดยวิธีการทุจริตทานแก่ตน เช่น ได้มาจากการขโมย และพระภิกษุรู้ว่าบุคคลคนนั้นได้ขโมยของนั้นเพื่อที่จะให้
  2. เนื้อสัตว์ที่ต้องห้ามตามหลักศาสนาพุทธ (เช่น เนื้อคน, เนื้อช้าง เป็นต้น)
  3. เนื้อสัตว์ที่ได้มาจากการที่บุคคลคนนั้นตั้งใจที่จะฆ่าสัตว์โดยมีจุดประสงค์หลักคือเพื่อที่จะเอาเนื้อมาถวายพระภิกษุโดยเฉพาะ และพระภิกษุรู้ว่าเนื้อนั้นมาจากการฆ่าเพื่อที่จะนำมาถวายตนโดยเฉพาะ
  4. ผลไม้ที่มีเมล็ด บุคคลที่ตักบาตรไม่สามารถถวายผลไม้ที่มีเมล็ดได้ เพราะถือว่าเมล็ดนั้นยังสามารถที่จะให้กำเนิดชีวิตได้อยู่ ถ้าจะถวายต้องเอาเมล็ดออกก่อน
  5. วัตถุดิบในการทำอาหาร เช่น ข้าวสาร, แป้ง เพราะตามหลักของศาสนานั้นไม่อนุญาตที่จะให้พระภิกษุประกอบอาหาร

หมายเหตุ ในปัจจุบัน กฎข้อที่ 4 และ 5 สามารถอนุโลมได้ เนื่องจากชีวิตสังคมปัจจุบันที่เร่งรีบ ผู้คนอาจจะไม่มีเวลาที่จะเตรียมอาหารมากนัก โดยหน้าที่ในการเตรียมอาหารนั้นจะเป็นหน้าที่ของเด็กวัด

วิธีการตักบาตร

การตักบาตรโดยทั่วไป

ผู้คนที่นำของที่เอามาตักบาตรจะยืนรออยู่ตรงทางที่พระภิกษุเดินผ่าน ส่วนมากของที่ผู้คนใช้นิยมตักบาตรเป็นหลักคือข้าว โดยก่อนที่พระภิกษุเดินทางมาถึงจะมีการนำถ้วยข้าวจบที่ศีรษะแล้วอธิษฐาน เมื่อพระภิกษุเดินทางมาถึงพระภิกษุจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนที่จะตักบาตรแล้วเปิดฝาบาตร ก่อนที่จะตักบาตรคนที่ตักบาตรจะต้องถอดรองเท้าก่อน จากนั้นคนที่ตักบาตรจะนำทานที่ตนมีถวายพระ เมื่อให้เสร็จแล้วพระจะให้พร คนที่ตักบาตรประนมมือรับพร (โดยปกติแล้วจะนิยมคุกเข่าหรือนั่งยองๆ ประนมมือ) ขณะที่ให้พรคนที่ตักบาตรอาจจะมีการกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ (การกรวดน้ำนั้นอาจจะทำขณะที่พระให้พรหรือหลังจากการตักบาตรเสร็จสิ้นก็ได้) หลังจากที่พระภิกษุให้พรแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี

การทำบุญตักบาตรในวันพระ

ในวันพระ ทุกขึ้น/แรม 8/15ค่ำ โดยทั่วไปพระภิกษุจะไม่มีการออกบิณฑบาต ผู้คนจะนำทานไปถวายที่วัด และวันนั้นพระภิกษุจะมีการเทศนาธรรมที่วัด โดยคตินิยมการเข้าวัดทำบุญนั้นน่าจะมีมาแต่สมัยพุทธกาลที่ชาวพุทธไปวัดเพื่อรับฟังพระธรรมเทศนาและนำจตุปัจจัยไปถวายพระสงฆ์ ในอดีตการไปทำบุญตักบาตที่วัดวันพระนับว่าเป็นการไปพบปะเพื่อนฝูงญาติมิตรและแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชุมชนที่ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน

ในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีความเร่งรีบเช่นกรุงเทพ บางวัดจะมีการเทศนาที่วัดอย่างเดียวโดยไม่มีการจัดทำบุญตักบาตร ส่วนพระสงฆ์จะออกเดินบิณฑบาตเพื่อโปรดชาวพุทธตามปรกติ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการตักบาตร

คำว่าตักบาตรนั้น สามารถที่จะเรียกว่าใส่บาตรก็ได้ ในบางที่มีคนสงสัยว่าตกลงแล้วเรียกว่าตักบาตรหรือใส่บาตรกันแน่ - ก็ว่ากันว่าคำว่าตักบาตรนั้นมาจากกิริยาอาการที่ใช้ทัพพีตักข้าวใส่บาตรพระ แต่ในปัจจุบันนี้เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบมากขึ้น ผู้คนจึงนำข้าวสารหรือของอื่นๆ ใส่ถุงหรือกล่อง เมื่อถึงเวลาตักบาตรจะได้สะดวกที่จะหยิบของใส่ได้ทันที คำว่าใส่บาตรจึงถือว่าเป็นวิวัฒนาการทางภาษาเพื่อสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน - สรุปว่าใช้ได้ทั้ง 2 อย่าง

ตามปกติผู้คนจะถือว่า ของที่นำมาถวายพระจะต้องเป็นของที่ดีที่สุดเสมอ ดังนั้นผู้คนจะจัดเตรียมทานที่ดีที่สุดตามกำลังที่หาได้ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อพิเศษเล็กน้อยเกี่ยวกับทานที่ให้ (ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล) เช่น ข้าวที่ถวายพระนั้นควรจะเป็นข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ ร้อนๆ ยิ่งข้าวร้อนเท่าไหร่บุญกุศลจะยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้น, ถวายน้ำตาลแก่พระเพื่อที่จะส่งผลให้ชีวิตคู่มีความหวานสดชื่นดั่งน้ำตาล เป็นต้น

ปกติแล้วทานที่ให้มักจะเป็นอาหาร แต่ในบางท้องที่รูปแบบทานที่ให้บางครั้งอาจเป็นทานในรูปแบบอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทศกาลสำคัญด้วย เช่น ในวันออกพรรษาที่ จ. สระบุรี จะมีการตักบาตรดอกไม้ ผู้คนจะนำดอกไม้มาใส่บาตร หรือในเดือนยี่ที่ ต. หนองโน อ. เมืองสระบุรี จะมีพิธีตักบาตรข้าวหลามจี่ เป็นต้น